BRT : จุดประกายแห่งความหวัง ของรถโดยสารสาธารณะ
“ใน” รอบหลายปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานคร
ได้ส่งเสริม เร่งรัด และพัฒนาโครงสร้างของ
ระบบขนส่งมวลชนต่าง ๆ มากมาย หนึ่งในนั้น
คือระบบขนส่งมวลชลแบบรถโดยสาร ในโปรเจคท์
BRT Express Bus หรือรถโดยสารด่วนพิเศษ
แบบล้อยาง เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดนั่นเองครับ
มากกว่า 10 ปี กับแนวคิด รถเมล์ไฟฟ้า หรือรถเมล์ช่องทางพิเศษ หรือรถเมล์ด่วนพิเศษ เรื่อยมาจนถึง รถเมล์ราปิดบัส และจนกว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง ด้วยการเริ่ม “ตั้งไข่” ในระบบรถเมล์โดยสารด่วนพิเศษ แม้จะยังไม่ถึงระดับของ “รถเมล์ไฟฟ้า” หรือ “รถรางไฟฟ้า” แบบล้อเหล็ก แต่ด้วยความมุ่งมั่นของกรุงเทพมหานคร จึงเริ่มลงทุนเพื่อสร้างการเดินทาง ด้วยรถโดยสารประจำทางแบบ “ล้อยาง” แต่วิ่งชิดเกาะกลางถนน โดยแยกช่องเดินรถต่างหาก จากรถยนต์ทั่วไป และมีคันคอนกรีตแบ่งช่องจราจร แยกออกมาจากช่องจราจรหลักทั่วไปอย่างชัดเจน รวมถึงมีสถานี หรือชานชลาจอดรถทันสมัย ไม่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ และมีระบบขึ้นรถ – ลงรถ บริเวณเกาะกลางถนนที่สถานีชานชลา เช่นเดียวกับรถไฟฟ้านั้น
ทั้งหมดนี้ เป็นความมุ่งมั่นที่กำเนิดจากแนวคิดเมื่อกว่า 5 ปีที่ผ่านมา จากความสำเร็จที่เคยปรากฏมา และศึกษาระบบจากต่างประเทศ จนนำมาสู่ความเป็นรูปธรรม และตอนนี้ รถเมล์โดยสารด่วนพิเศษแบบล้อยาง ในชื่อว่า “Bus Rapid Transit” หรือ BRT ที่มีคุณภาพ “เทียบเท่า” ระบบราง และจะเปิดให้ได้ใช้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าแล้วครับ

นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2553 ประชาชนที่ผ่านแถว ถนนพระราม 3 – ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ – จนถึงสถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี จะได้พบเห็นการทดลองเดินรถ BRT เพื่อเตรียมระบบให้พร้อม ในการที่จะเริ่มเปิดบริการแก่ประชาชน ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2553 เป็นการทดลองการเดินรถระยะแรก
ซึ่งในระยะแรกนี้จะให้โดยสาร “ฟรี” ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เพื่อให้ผู้ที่ต้องการเดินทางด้วยรถ BRT มีความคุ้นเคยในการใช้บริการ โดยมีระยะเวลาทดลองจนถึงปลายเดือน สิงหาคม 2553 นี้ จากนั้นจึงจะเริ่มเก็บค่าโดยสาร 10 บาทตลอดสาย จนถึงสิ้นปี หลังจากนั้นเก็บค่าโดยสารตามระยะทางเริ่มต้น ประมาณ 12 – 20 บาท
ด้วยตัวรถที่มีความทันสมัย มีคุณลักษณะพิเศษ ที่แตกต่างจากรถขนส่งมวลชนทั่วไป เช่น

กำหนดเวลาการเปิดเดินรถระยะแรก วันที่ 15 พฤษภาคม 2553 กับสาย BRT “ช่องนนทรี – สะพานกรุงเทพ” ทั้งหมดรวม 12 สถานี ระยะทาง 15.9 กิโลเมตร สถานีต้นทางปลายทางมีทางเดินลอยฟ้า และ Park & Ride ภายในสถานีที่กว้าง 2.50 เมตร ยาว 20 เมตร มีเครื่องจำหน่ายตั๋ว และเครื่องตรวจสอบตั๋ว อยู่บนสะพานลอย
โดยการเดินรถนั้นเริ่มจาก สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี – สถานีอาคารสงเคราะห์ – สถานีเทคนิคกรุงเทพ – สถานีถนนจันทน์ – สถานีนราราม 3 – สถานีวัดด่าน – สถานีวัดปริวาส – สถานีวัดดอกไม้ – สถานีสะพานพระราม 9 – สถานีเจริญราษฎร์ – สถานีสะพานพระราม 3 – สถานีรถไฟฟ้ารัชดาฯ – และกลับรถที่แยกราชพฤกษ์
โดยจะวิ่งในทางเฉพาะช่องจราจรขวาสุด หรือชิดกับเกาะกลางถนน หลัก ๆ ก็เพื่อเลี่ยงจุดตัดกับถนน และตรอกซอยต่าง ๆ สามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย ในเวลารวมทุกสถานีเพียงแค่ 30 นาที

สถานีต้นสายนั้น จะมีทางเดินลอยฟ้าเชื่อมกับสถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรีของ BTS โดยเส้นทางจะเริ่มจากสถานีรถไฟฟ้า BTS ช่องนนทรี วิ่งไปตามแนวถนนนราธิวาสราชนครินทร์ และเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนพระราม 3 สิ้นสุดที่แยกราชพฤกษ์ใกล้ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ท่าพระ ซึ่งจะเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางที่สำคัญ ในการเดินทางในจุดหมายต่อไป ทั้งรถไฟฟ้าส่วนขยายสายช่วง สะพานตากสิน – บางหว้า รถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ – ตลิ่งชัน พร้อมทั้งมีจุดจอดและรับฝากรถแล้ว โดยสามารถจอดรถได้กว่า 100 คัน
ซึ่งนั่นจะเป็น BRT สายแรกครับ และ กรุงเทพมหานคร ก็ไม่รอช้า เร่งโครงการในสายที่สอง ในชื่อ รถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ BRT : สายหมอชิต – ปากเกร็ด
และเพื่อรองรับการเปิดใช้เพื่อเข้าสู่ “ศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร” บนถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเริ่มมีหน่วยงานต่าง ๆ ย้ายเข้ามาใช้พื้นที่ทำการแล้ว จึงได้ปรับเปลี่ยนชื่อเป็น BRT : หมอชิต – ศูนย์ราชการ และยังขยายโครงการรองรับผู้พักอาศัย และทำงานในเขตโครงการเมืองทองธานี โดย กรุงเทพมหานคร กับเมืองทองธานี เห็นพ้องตรงกันว่า ให้ขยายเส้นทางเข้าสู่เมืองทองธานี เพื่อรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้น โดยจะให้มีพื้นที่อู่จอด และซ่อมฟรีในเมืองทองธานี ทั้งนี้ สายนี้จึงจะเพิ่มสถานีขึ้น อีก 1 สถานี ณ บริเวณทะเลสาบของโครงการ อีกทั้ง ทางเมืองทองธานี ยินดีที่จะยกที่ดินบางส่วน ให้สร้างอู่จอดและซ่อมบำรุง และสถานที่ “จอดแล้วจร” ในพื้นที่อีกด้วย
ในเบื้องต้นทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกันให้เพิ่มสถานี และอู่จอดซ่อมบำรุงในที่ดินของเมืองทองธานี พร้อมกับขยายเส้นทาง รถโดยสารด่วนพิเศษ BRT : หมอชิต – ศูนย์ราชการ ไปจนถึงเมืองทองธานี รวมระยะทาง 20 กิโลเมตร แล้ว

อดใจรอสายที่ 2 กันครับ กับ BRT : หมอชิต – ศูนย์ราชการ – เมืองทองธานี อีกไม่นานอย่างแน่นอน
ข้อมูลแถมท้าย :
ทั้งนี้ การเดินรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ แบบล้อยาง BRT ที่จะนำมาใช้ในปัจจุบันนี้ จะมีความยืดหยุ่นมากกว่าในระบบราง และใช้ค่าก่อสร้างเพียง 80-120 ล้านบาทต่อกิโลเมตร หรือประมาณ 8% ของต้นทุนระบบรถไฟฟ้า BTS ที่ใช้เงินลงทุนถึง 1,400 ล้านบาทต่อกิโลเมตร และถูกกว่ารถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ที่ใช้เงินลงทุนสูงถึง 3,000 ล้านบาทต่อกิโลเมตร ทั้งยังสามารถก่อสร้างได้รวดเร็วไม่เกิน 1 ปีต่อเส้นทาง หรือเร็วกว่ารถไฟฟ้าถึง 3 เท่า โดยความร่วมมือกันพัฒนาของ กรุงเทพมหานคร และ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม
Archives
Categories
Shared this Entry to your Friends




52 Entries
14 Entries
12 Entries
7 Entries
16 Entries
12 Singles



ϬϞsεɳ™
May 10th, 2010 at 4:13 am
โครงการนี้เปิดมาเพื่อ “เชือด” รถส่วนตัวแกมบังคับสินะ เพราะช่องทางบนถนนจะหายไปเหนาะ ๆ หนึ่งเลนขวาสุด และถ้ามันเวิร์ค ต่อไปคงเป็นคิวของ รถร่วมบริการ ที่หลัง ๆ ชอบมันวิ่งซะ สองเลน เสียเป็นส่วนใหญ่ (ไม่รู้จะแก้ได้มั้ย)
what does my name mean
May 21st, 2010 at 6:49 am
hi wats your myspace page